วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

Botox เกาหลี หน้าเรียว

วันนี้จะมาเขียนเรื่องไปฉีดโบท็อคที่เกาหลีค่ะ
หมายเหตุ เป็นการทดลองฉีดโบท็อคครั้งแรก ไม่มีประสบการณ์มาก่อน
เมื่อสองเดือนก่อน บินไปเลโอเวอร์ทีเกาหลีมา เลยได้ฤกษ์ไปลองฉีดโบท็อคที่ คลินิคชื่อ Tox n Fill คลินิิกนี้มีหลายสาขาทั่วกรุงโซลเลยค่ะ ใกล้อันไหนไปอันนั้น ส่วนแป้งไปสาขาฮงแด
พิกัด : รถไฟฟ้าใต้ดิน สถานี Hongik ทางอออก 2
ราคา : ฉีดไป 50 unit 50000 KRW ตีเป็นเงินไทยประมาณ 1500
ระยะ้เวลา: อยู่ได้ 4-6 เดือน
ตัวโบท็อคที่คลินิกฉีด จะเป็น โบท็อคเกาหลีนะคะ
ไปถึงอย่างแรกเลย จะเขียนประวัติแล้วก็ความสนใจค่ะ ว่าเรอยากทำอะไไร จากนั้นจะรอเรียกชื่อ ไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่ ว่าหน้าเราต้องฉีดเท่าไร พนักงานจะจับกรามแล้วคำนวณราคาให้ค่ะ ว่าเท่าไร มีบริการทำหน้า V line ด้วยเด้อ คือการฉีดโบหน้าเรียว พร้อมกำจัดเหนียง เดี๋ยวไว้ครั้งหน้าจะลองทำอันนี้ด้วย อิอิ
พอจ่ายเงินแล้วรอเรียกชื่อไปฉีดได้เลย รอไม่นานเลยค่ะ
พอเข้าไปในห้อง พนักงานก็จะพาาเราไปถ่ายรูปก่อนทำ เพื่อเก็บเป็นประวัติการรักษา แล้วก้รอบนเตียงประคบเย็น เพื่อทำให้หน้าชา จะมีคนมาให้ข้อมูล ว่าหลังทำต้องทำอะไรบ้าง บลาๆ อันนี้ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่หาเอาในกูเกิ้ลได้เน้อ และแล้วก้ถึงคราวฉีด
ต้องบอกว่าไม่เจ็บใช่ไหม ป่าวเล้ยยยยย อีนี่เจ็บเด้ออ แอบน้ำตาคลอ หมอจะมาจับกรามแล้วฉีด จิ้มๆ แปปเดียวเท่านั้นค่ะ เสร็จ กลับบ้านได้
หลังฉีดก็รู้สึกเมื่อยๆกรามมหน่อย ตึงปากด้วย ยิ้มแข็งเชียว 555555555
ผลลัพธ์ ? ถ้าถามว่าหน้าเล็กลงไหม นี่ว่ากรามลดลงนะแกกกกกก หน้าดูแบบเป็นวีเชพมากขึ้น ถ่ายรูปโอเคขึ้น แต่ยังคงแดกเยอะ แก้มเลยยังใหญ้อยู่ ถ้าแก้มน้อย จะเห็นผลแบบ เออมันเล็กลงนะ พอใจเลยแหละ






วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2561

กลับมาเขียนบล็อค

ถ้าเวลาผ่านไป ความทรงจำของคนเราจะหายไปหมดเลยหรือเปล่านะ
คำตอบ มันก็คือ ใช่อยู่แล้ว
แต่ทุกเรื่องราวก็คงไม่อยากถูกลืม หรือถูกลบเลือนไป

กลับมาเห็นบล็อคก็คลับคล้ายคลับคราตัวเองว่าเมื่อก่อน คิดอะไรอยู่ และยากให้ตัวเองในอีกห้าหรือสิบปีข้างหน้า เข้ามาอ่าน เผื่ออะไรๆมันจะกลับมาแจ่มชัดในความคิดอีกบ้างสักครั้ง

ช่วงสองปีที่หายไป รวมๆแล้ววเกิดอะไรขึ้นบ้างนะ
ลาออกจากงานการเป็นเลขา ที่สบาย และงินดี ด้วยความมุ่งมั่นจะไปเป็นแอร์ต่างแดน
จำได้ว่าตัวเองตอนนั้น ไม่อยากอยู่ที่ไทย อยากไปใช้ชีวิตอยู่ทีี่อื่น
แล้วช่วงจังหวะเวลาทุกอย่างเหมาะสม เลยแพ็คกระเป๋าไป แบบไม่คิดอะไรมาก

มาอยู่เวียดนาม ประเทศทีไม่เคยคิดจะมาอยู่ ไม่เคยมีอยู่ในลิสท์ ไม่เคยสนใจ
มาเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองที่นี่ จนทุกวันนี้ยังคงถามตัวเองตลอดว่า มันเป็นความคิดที่ถูกไหม
มาเทรนการเป็นแอร์ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่ไม่เคยรู้มาก่อน
และค้นพบความจริงว่า มันเป็นคนละแบบกับที่คิด
มันไม่ได้สวยงาม แต่มันก็ไมไ่ด้แย่จนรับไมไ่ด้ มันก้ยังมีสิ่งที่ทำให้เรายังสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้แบบไม่แห้งแล้งเกินไป

มาทำงานกับคนเวียดนาม กับการต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมการทำงานของที่นี่
พบเห็นการทำงานแปลกๆ และนิสัยแปลกๆที่ไม่เหมือนกับคนไทย ที่บางอย่างก็ต้องใช้เวลาในการยอมรับ
แต่เป็นต่างชาติมนก็ดีนะ เพราะมันก็ได้สิทธิ์พิเศษ และข้อยกเว้นหลายๆอย่าง ที่ทำให้การทำงานที่นี่ดูง่ายกว่าที่อื่นๆ

ได้เพื่อนใหม่ อันนี้เป็นสิ่งที่รู้สึกดีใจมาก ในช่วงเวลาในการมาเทรน สถานการณ์
และเหตุการณ์ทำให้คนที่มมาอยู่ด้วยกัน มีมิตรภาพและมีความเห็นใจให้กันในระดับที่มาก ความเข้าอกเข้าใจที่ให้กัน  มันทำให้ไม่เกิดความรู้สึกเดียวดาย และเป็นมิตรภาพที่คอยสนับสนุน พยุงกันไปด้วยกัน

เลิกกับคนที่คบกันมาตอนมหาลัย เหมือนเวลาเราโตขึ้น มุมมองชีวิตก็เปลี่ยนไป ความต้องการในชีวิตก็ไม่เหมือนเดิม อะไรที่คนเราเคยคิดว่ามันโอเค ก็กลายเป็นมันไม่ควรจะเป็นแบบนั้น เหมือนเข้าใจโลกมากขึ้น และเห็นตัวเองในวันข้างหน้ามากขึ้น ทางเดินมันไปคนละทางกัน ให้ต่างคนต่างไปในทางของตัวเอง มันจะเกิดประโยชน์มากกว่า

ย้ายเมืองที่อยู่ ตัวคนเดียวไปในสังคมใหม่ มีความตื่นเต้นมากขึ้น มีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น
มีความสุขมากขึ้นกับตารางบินและบรรยากาศ เป็นเรื่องที่ดีใจมากที่ตัดสินครั้งนี้

เดทกับคนที่นี่ เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายมาก ตอนแรกที่มาถึง บอกตัวเองว่าจะไม่เดทกับคนเวียดนาม แต่มันก็เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ครั้งนี้ ก่อให้เกิดเรื่องมากมาย ที่ต้องตัดสินใจ และรับผล
ไม่โทษอะไรทั้งนั้น โทษตัวเองทั้งหมด

สองปีมันก้เร็วนะ จะว่าไป อีกแปปก็จะกลายเป็นสามปีแล้ว